ผู้บริหาร

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
งานประกันคุณภาพการศึกษา
งาน กพร.
กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์
แบบสำรวจความคิดเห็น
สำรวจความคิดเห็น ชุดวอร์ม ประจำปีการศึกษา 2556
แบบที่ 1
แบบที่ 2
แบบที่ 3
ดูผลโหวด
เว็บบอร์ด
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นต้องการสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่ หรือเข้าระบบ คลิกที่นี่
สำหรับ ม.1/2 วันนี้ ตอบได้รับไปเลย 5 คะแนน
โพสโดย
ครูแพ๊ก
ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้   ให้ถูกต้อง  พร้อมแทรกรูปภาพประกอบ  อย่างน้อย  1  รูปภาพ
  1. CPU  ทำหน้าที่อะไร
  2. จอภาพมีกี่ประเภท 
  3. หน่วยความจำหลักประกอบด้วยอะไรบ้าง
  4. หน่วยความจำสำรองประกอบด้วยอะไรบ้าง
  5. แรมกับรอมต่างกันอย่างไร
  6. อุปกรณ์ใดบ้างทำหน้าที่รับเข้าข้อมูล
  7. หน่วยความจำหลัก  ทำหน้าที่อะไร
  8. หน่วยความจำสำรอง  ทำหน้าที่อะไร
  9. อุปกรณ์ใดเปรียบเสมือสมองของมนุษย์
  10. แป้นพิมพ์มีกี่ประเภท
  11. เม้าส์มีกี่ประเภท
  12. วิธีการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
  13. ปัจจุบันหน่วยความจำหลักมีขนาดเท่าใด
  14. RAM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  15. ROM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  16. CPU ย่อมาจากคำว่าอะไร
  17. ฮาร์ดดิส   ทำหน้าที่อะไร
  18. ข้อมูลหมายถึงอะไร
  19. สารสนเทศหมายถึงอะไร
  20. การประมวลผล  หมายถึงอะไร
  21. วิธีการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์
  22. ลำโพงมีกี่ชนิด
  23. ยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยแสดงผลข้อมูล
  24. เครื่องพิมพ์มีกี่ประเภท
  25. ความเร็วของ CPU เรียกว่าอะไร
โพสโดย : ครูแพ๊ก
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 25 ก.ย. 2555,11:21 น.
ความเห็นที่ 5
โพสโดย
หญิง

เด็กหญิงศิริวิมล  กิ่งมั่น    เลขที่22   ม.1/2

ลำโพงมีกี่ชนิด

เป็นคลื่นตามยาว   เสียงแหลมและทุ้มขึ้นกับความถี่  ส่วนสียงดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับขนาดแอมพลิจูดของคลื่นนั้น   เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า  ไมโครโฟนมีหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า และนำสัญญาณที่ได้ไปบันทึกลงบนเทปคาสเซ็ท  แผ่น CD    หรือเครื่องเล่น MP3 ซึ่งกำลังฮิตกันอยู่ในปัจจุบัน  เมื่อเราต้องการจะนำเสียงที่บันทึกกลับออกมา   ภายในเครื่องเล่นเหล่านี้จะมีหัวอ่านคอยอ่านสัญญาณทางไฟฟ้าที่บันทึกอยู่ในเนื้อเทป  ซึ่งในขณะที่อ่านยังเป็นสัญญาณที่อ่อนมาก  จึงต้องนำเข้าเครื่องขยายสัญญาณก่อน เมื่อได้สัญญาณที่แรงพอแล้วจึงขับออกทางลำโพง กลายเป็นเสียงออกมา           

          ส่วนสำคัญที่สุดของเครื่องเล่นเหล่านี้ก็คือลำโพง  โดยหน้าที่สำคัญสุดของลำโพงคือ  เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าที่ได้มาจากเครื่องขยายเป็นสัญญาณเสียง  ลำโพงที่ดีจะต้องสร้างเสียงให้เหมือนกับต้นฉบับเดิมมากที่สุด  โดยมีการผิดเพี้ยนน้อยที่สุด

        ภาพนี้ให้คุณกดปุ่ม  Press  here the  disect the speaker  เพื่อดูส่วนประกอบภายในของลำโพง  ถ้าไม่เห็นให้ดาวโลด  shockwave ก่อน

          ลำโพงที่เห็นขายกันอยู่ทั่วๆไป  ภายในประกอบด้วย

กรวยหรือไดอะแฟรม  ทำด้วยกระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติก  หรือจะทำด้วยแผ่นโลหะบางๆ ก็ได้ 

ขอบยึด (suspension  หรือ  surround )  เป็นขอบของไดอะแฟรม  มีความยืดหยุ่น  ติดอยู่กับเฟรม  สามารถเคลื่อนที่ขึ้นและลงได้ในระดับหนึ่ง

เฟรมหรือบางทีเรียกว่า บาสเก็ต (basket)

ยอดของกรวยติดอยู่กับคอยส์เสียง( Voice coil ) 

คอยส์เสียงจะยึดอยู่กับ สไปเดอร์ (Spider)  มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมเหมือนแหวน    สไปเดอร์จะยึดคอยส์เสียงให้อยู่ในตำแหน่งเดิม  และทำหน้าที่ เหมือนกับสปริง  โดยจะสั่นสะเทือน  เมื่อมีสัญญาณไฟฟ้าเข้ามา 

รูป  ลำโพงที่ขายกันอยู่ทั่วๆไป  มีเฟรมที่ทำด้วยโลหะ  ที่ยอดกรวยติดแม่เหล็กถาวร  และมีแผ่นไดอะแฟรมทำด้วยกระดาษ

         การทำงานของคอยส์เสียงใช้หลักการของแม่เหล็กไฟฟ้า โดยได้จากกฎของแอมแปร์    เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าไปในขดลวดหรือคอยส์  ภายในคอยส์จะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้น    ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้แท่งเหล็กที่สอดอยู่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า  ปกติแม่เหล็กจะมีขั้วเหนือและขั้วใต้   ถ้านำแม่เหล็กสองแท่งมาอยู่ใกล้ๆกัน  โดยนำขั้วเดียวกันมาชิดกันมันจะผลักกัน แต่ถ้าต่างขั้วกันมันจะดูดกัน   ด้วยหลักการพื้นฐานนี้  จึงติดแม่เหล็กถาวรล้อมคอยส์เสียงและแท่งเหล็กไว้  เมื่อมีสัญญาณทางไฟฟ้าหรือสัญญาณเสียงที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับป้อนสัญญาณให้กับคอยส์เสียง  ขั้วแม่เหล็กภายในคอยส์เสียงจะเปลี่ยนทิศทางตามสัญญาณสลับที่เข้ามา  ทำให้คอยส์เสียงขยับขึ้นและลง ซึ่งจะทำให้ใบลำโพงขยับเคลื่อนที่ขึ้นและลงด้วย  ไปกระแทกกับอากาศ เกิดเป็นคลื่นเสียงขึ้น  ถ้าเป็นเครื่องเสียงระบบโมโน ลำโพงจะมีอันเดียว แต่สำหรับเครื่องเสียงที่เป็นระบบเสตอริโอ ลำโพงจะมี 2  ข้าง คือข้างซ้าย และข้างขวา

รูป   ขั้วไฟฟ้าของลำโพงจะมีไว้ 2 ขั้ว  ไว้ต่อกับเครื่องขยายเสียง

         เครื่องขยายเสียงทุกประเภท  จะต่อเข้ากับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ  ซึ่งกระแสไฟฟ้ามีการเคลื่อนที่สลับทิศทางอยู่ตลอดเวลา   แต่ก่อนที่จะป้อนเข้าลำโพง  สัญญาณที่อ่านได้จากเทปแม่เหล็ก แผ่นซีดี  หรือ เครื่อง MP3  จะต้องได้รับการขยายสัญญาณให้แรงขึ้นก่อน  จึงจะสามารถขับออกทางลำโพงได้

        ใบลำโพงทำด้วยกรวยกระดาษ  ติดอยู่กับคอยส์เสียง เมื่อคอยส์เสียงสั่นขึ้นและลงตามสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ  มันจะทำให้ใบลำโพงสั่นขึ้นลงด้วย  ใบลำโพงจะติดอยู่บนสไปเดอร์  ที่ทำหน้าที่เหมือนสปริง  คอยดึงใบลำโพงที่สั่นสะเทือนให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมเสมอ  เมื่อไม่มีสัญญาณไฟฟ้าป้อนเข้าลำโพง

ถ้าไม่เห็นภาพการทำงานของลำโพงให้ดาวโลด  shockwave  ก่อน

         ถ้ามีสํญญาณไฟฟ้ากระแสสลับป้อนเข้าไปในคอยส์เสียง   ทิศทางของกระแสไฟฟ้าจะกลับทิศทางอยู่ตลอดเวลา (สังเกตที่เครื่องหมาย +  และ -  จะเห็นว่ากลับทิศทางตลอดเวลาด้วย)   และทำให้แผ่นลำโพงสั่นเคลื่อนที่ขึ้นและลง   อัดอากาศด้านหน้าเกิดคลื่นเสียงขึ้น    สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ใส่ให้กับลำโพง   จะแปรตามความถี่และแอมพลิจูด   ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกันกับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ได้จากไมโครโฟน   แต่ว่าสัญญาณที่ได้ในครั้งแรก ยังอ่อนมากจึงต้องผ่านเครื่องขยายก่อน  จึงจะป้อนเข้าลำโพงได้  ใบลำโพงจะสั่นเร็วหรือช้าขี้นอยู่กับความถี่  และเสียงจะดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับแอมพลิจูดของสัญญาณไฟฟ้า   ขนาดของลกำโพงมีความสำคัญมาก  ไม่ใช่ว่าลำโพงตัวเดียวสามารถจะให้ความถี่ได้ออกมาทุกๆความถี่  ถ้าต้องการให้เหมือนกับเสียงธรรมชาติมากที่สุด  ลำโพงจะต้องมีหลายขนาด   เราจะแบ่งลำโพงโดยใช้ความถี่ออกเป็น 3   ประเภท  ดังนี้

วูฟเฟอร์  (Woofers)

ทวีทเตอร์ (Tweeters)

มิดเรนส์ (Midrange)

วูฟเฟอร์  (Woofers)

ทวีทเตอร์ (Tweeters)

มิดเรนส์ (Midrange)

วูฟเฟอร์    เป็นลำโพงที่มีขนาดใหญ่สุด   ออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่ต่ำ

ทวีทเตอร์    เป็นลำโพงที่มีขนาดเล็กสุด    ออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่สูง

มิดเรนส์      เป็นลำโพงขนาดกลาง  ถูกออกแบบมาเพื่อให้เสียงในช่วงความถี่กลางๆ  คือไม่สูงหรือไม่ต่ำ

          ลำโพงทวีทเตอร์ เป็นลำโพงที่มีความถี่สูง   แผ่นลำโพงมีขนาดเล็กและค่อนข้างแข็ง จึงสามารถสั่นด้วยความเร็วที่สูง   ส่วนลำโพงแบบวูฟเฟอร์  แผ่นลำโพงจะมีขนาดใหญ่ และค่อนข้างนิ่ม  จึงสั่นด้วยความเร็วต่ำ  เพราะมีมวลมาก  อย่างไรก็ตามเสียงทั่วไป มีความถี่กว้าง คือ มีความถี่จากสูงถึงต่ำ  ซึ่งเราจะเรียกว่า มีความถี่ช่วงกว้าง  ถ้าเรามีแต่ลำโพงทวีทเตอร์ และวูฟเฟอร์  เราจะได้เสียงอยู่ในย่านความถี่สูงกับต่ำเท่านั้น  ความถี่ในช่วงกลางจะหายไป  เพื่อจะให้คุณภาพของเสียงออกมาทุกช่วงความถี่  จึงจำเป็นจะต้องมีลำโพงมิดเรนส์ด้วย    ภายในตู้ลำโพงตู้หนึ่ง จึงมักจะเห็นลำโพงทั้งสามชนิดประกอบเข้าด้วยกัน

         สำหรับลำโพงแบบทวีทเตอร์  เครื่องขยายเสียงจะส่งความถี่สูงให้  ลำโพงวูฟเฟอร์   จะส่งความถี่ต่ำ  ส่วนความถี่ในช่วงที่เหลือเป็นของลำโพงแบบมิดเรนส์  ถ้าลองถอดฝาตู้ด้านหลังออก  เราจะได้เห็น  อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเรียกว่า ครอสโอเวอร์ (Cross over)   อุปกรณ์ตัวนี้เป็นตัวแยกสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับให้ออกเป็น 3  ส่วน  คือ ส่วนความถี่สูง  ความถี่ต่ำ  และความถี่ขนาดกลาง  

          ครอสโอเวอร์แยกออกเป็น 2  แบบ คือ แบบ พาสซีพ  (Passive)  และ แบบแอคทีฟ (active)    ครอสโอเวอร์แบบแอคทีฟ ไม่ต้องมีแหล่งจ่ายไฟ   แต่ใช้พลังงานจากสํญญาณเสียงแทน   หลักการพื้นฐานของครอสโอเวอร์นั้นประกอบขึ้นด้วย ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ  และตัวเก็บประจุ    ต่อขึ้นเป็นวงจรไฟฟ้า ทั้งตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำจะเป็นตัวนำที่ดีภายใต้เงื่อนไขบางประการ  ยกตัวอย่างเช่น ตัวเก็บประจุจะยอมให้ความถี่สูงที่เกินกว่าค่าที่กำหนดผ่านไปได้  แต่ถ้าเป็นความถี่ต่ำกว่าค่าที่กำหนดมันจะไม่ยอมให้ผ่านไป  ส่วนตัวเหนี่ยวนำจะทำหน้าที่แตกต่างกัน  คือจะเป็นตัวนำที่ดีเมื่อความถี่ต่ำ  คือมันจะยอมให้ความถี่ต่ำกว่าค่าที่กำหนดผ่านไปได้  และจะไม่ยอมให้ความถี่สูงกว่าค่าที่กำหนดผ่านไป  

รูป  ครอสโอเวอร์ที่ใช้อยู่ในลำโพง  ความถี่จะถูกแบ่งโดยตัวเหนี่ยวนำ  ตัวเก็บประจุ  และส่งไปยังวูฟเฟอร์  ทวีทเตอร์  และมิดเรนส์

           สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ผ่านการขยายมาแล้ว  จะถูกส่งผ่านไปยังครอสโอเวอร์แบบพาสซีฟ  โดยเราจะต่อตัวเก็บประจุไว้ก่อนที่จะเข้าทวีทเตอร์  เพราะจะยอมให้แต่ความถี่สูงผ่านไปได้เท่านั้น   ตัวเหนี่ยวนำจะต่อไว้ก่อนจะเข้าวูฟเฟอร์  ส่วนลำโพงมิดเรนส์  จะต่ออยู่กับ ตัวเก็บประจุ และตัวเหนี่ยวนำ โดยต่อเป็นวงจรไฟฟ้า เรียกว่า วงจร L-C  และเลือกค่าให้เหมาะสม เพื่อให้ความถี่ในช่วงกลางสามารถผ่านไปได้  

          ครอสโอเวอร์แบบแอคทีฟ เป็นอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกับครอสโอเวอร์แบบพาสซีฟ  แต่ว่าออกแบบซับซ้อนกว่า จึงต้องมีแหล่งจ่ายไฟป้อนพลังงานให้   ครอสโอเวอร์แบบนี้จะแยกความถี่ออกก่อนที่จะเข้าเครื่องขยายเสียง ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องขยาย  3  อัน  แต่ละอันขยายความถี่ในช่วงที่แตกต่างกัน  จึงเป็นข้อเสียที่สำคัญประการหนึ่ง  แต่มีข้อดีมากเมื่อเทียบกับแบบพาสซีฟ และเป็นสิ่งที่เครื่องเสียงราคาเป็นแสนขาดเสียไม่ได้คือ  คุณสามารถปรับแต่งความถี่ทุกๆช่วงได้  อย่างไรก็ตามมันมีราคาค่อนข้างแพงจึงใช้กับเครื่องเสียงราคาสูงเสียมากกว่า

          ต่อไปที่จะกล่าวถึงและมีความสำคัญไม่น้อยกว่าครอสโอเวอร์  สิ่งนั้นก็คือตู้ลำโพง    เพราะถ้าไม่มีตู้ลำโพง เสียงอันไพเราะของคุณอาจจะออกมาเหมือนกับเสียงเป็ดก็ได้   ถึงแม้ลำโพงของคุณจะดีเลิศปานใดก็ตาม

         ลำโพง กับครอสโอเวอร์ ทั้งหมดบรรจุลงไปในตู้  ซึ่งออกแบบมาเฉพาะ  เราจะเรียกว่า ตู้ลำโพง     ตู้นี้มีหน้าที่หลายอย่าง  แต่หน้าที่หลักของมันก็คือ  บรรจุลำโพงไว้นั่นเอง  และทำให้ลำโพงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม  เพื่อจะให้เสียงที่ได้ออกมาดีที่สุด  โดยทั่วไปตู้ลำโพงจะทำด้วยไม้  เพราะสามารถดูดกลืนการสั่นสะเทือนของเสียงได้เป็นอย่างดี  ถ้าคุณไม่เชื่อก็ให้คุณนำลำโพง ไปวางไว้บนโต๊ะ และลองเปิดเครื่องเสียง  ให้จับโต๊  คุณจะสัมผัสได้ว่า โต๊ะมีการสั่นสะเทือน

          ข้อสำคัญประการหนึ่งก็คือ  พลังงานของคลื่นเสียงที่ส่งออกไปทางด้านหน้าของลำโพง  จะสะท้อนกลับหลังด้วยพลังงานที่เท่ากัน  ตามหลักการอนุรักษ์โมเมนตัม  พลังงานที่สะท้อนกลับมานี้ตู้ลำโพงจะต้องดูดกลืนให้หมด ไม่เช่นนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นพลังงานการสั่นสะเทือนแทน

  

        รูป   ตู้ลำโพงแบบชีลด์ (sealed)  เป็นตู้ที่ปิดมิดชิด  เจาะรูไว้ 3 รู  3 ขนาด  มีไว้ใส่ ทวีทเตอร์  วูฟเฟอร์ และมิดเรนส์  ตู้ลำโพงแบบนี้ บางทีเรียกว่า อาคูติกสัทสเปนชั่น (acoutic suspention enclosure)  เนื่องจากมันปิดมิดชิด  อากาศจึงไม่สามารถไหลเข้าออกได้   นั่นก็หมายความว่า ขณะที่คลื่นเสียงพุ่งออกมาทางด้านหน้า  ทางด้านหลังของลำโพงก็จะมีพลังงานของคลื่นเสียงพุ่งถอยหลังกลับเข้าไปในตู้  แน่ละในเมื่อไม่มีอากาศไหลออก  ความดันภายในตู้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง  ในกรณีที่แผ่นของลำโพงกำลังพุ่งเข้า  ความดันภายในตู้จะเพิ่มขึ้น   และจะลดลงเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งออก ฉะนั้น การพุ่งเข้าและออกของแผ่นลำโพง จะทำให้ความดันภายในและภายนอกลำโพงเกิดความแตกต่างกันได้  

         รูป   ความดันภายในตู้จะลดลงเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งออก   และจะเพิ่มขึ้นเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งเข้า

         ตู้ลำโพงแบบชีลด์ มีข้อเสียประการหนึ่ง  คือมีประสิทธิภาพต่ำ  เพราะเครื่องขยายเสียงจะต้องสูญเสียพลังงานส่วนหนึ่งไปกับความดันอากาศนี้  มีการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  โดยการเจาะรูเล็กๆ บนด้านหน้าของตู้ลำโพง  เพื่อให้อากาศไหลเข้าและออกได้  ลำโพงแบบนี้เรียกว่า Bass reflex   เสียงที่เกิดจากลำโพงแบบนี้มี 2 เสียง  เสียงแรกเป็นเสียงทุ้มที่เกิดจากรูที่เจาะ  เสียงที่สองมาจากลำโพงตามปกติ   แต่ว่าข้อเสียของลำโพงแบบนี้ก็มีเหมือนกัน  คือความดันภายในกับภายนอกตู้เท่ากัน  จึงไม่มีแรงดันของอากาศช่วยดันใบลำโพงกลับมาที่เดิม  ดังนั้นเสียงที่ได้จึงควบคุมได้ยาก  จึงทำให้เสียงเพี้ยนไปได้ง่าย

รูป   ตู้ลำโพงแบบ  bass  reflex   จะได้เสียงออกมา 2  เสียง  เสียงแรกมาจากลำโพงหลัก  อีกเสียงมาจากทางรูด้านล่าง

         การออกแบบลำโพงในปัจจุบัน  มีความหลากหลายและพิศดารขึ้นเรื่อยๆ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สามารถอธิบายด้วยหลักการทางฟิสิกส์ทั้งสิ้น  ดังตัวอย่างเช่น  ระบบลำโพงคู่  (Dipole passive radiator enclosure)  คือ อาศัยแรงชับดันจากลำโพงเพียงตัวเเดียว ไปทำให้ลำโพงอีกตัวหนึ่งเกิดเสียงขึ้นด้วย  พูดง่ายก็คือ ขับลำโพงเพียงตัวเดียว  อีกตัวที่เหลือ มันขับได้ด้วยตัวของมันเอง  ระบบนี้จึงมีประสิทธิภาพมาก  และให้เสียงได้ออกทุกทิศทุกทาง  โดยลำโพงแบบแอคทีฟ (ลำโพงที่ต้องใช้สัญญาณไฟฟ้าขับ) จะให้เสียงออกทางด้านหน้า  ส่วนลำโพงแบบพาสซีพ( ลำโพงที่ไม่ต้องใช้สัญญาณขับ)  จะให้เสียงออกทางด้านหลัง โดยอาศัยความดันอากาศที่เกิดจากลำโพงตัวแรก 

รูป  ลำโพงแบบ แอคทีฟ และพาสซีฟ  ต่อกันดังรูป  จะให้เสียงออกมาได้ทั้งสองด้าน

          ส่วนใหญ่ลำโพงที่เราเห็นกันทั่วไป  เป็นลำโพงรูปร่างคลาสสิกอย่างที่เสนอไปแล้ว  แต่ยังมีลำโพงแบบอื่นๆที่รูปร่างค่อนข้างแปลกมีขายอยู่ในท้องตลาด  และราคาก็ไม่แพงสามารถซื้อหากันได้

           มีลำโพงอยู่ชนิดหนึ่งที่อยากจะแนะนำ  มีลักษณะแบนเหมือนแผ่นกระดาษ   เราเรียกลำโพงแบบนี้ว่า  Electrostatic  speaker  เป็นลำโพงที่อาศัยหลักการของสนามไฟฟ้าสถิต   ภายในประกอบด้วยแผ่นลำโพงหรือแผ่นไดอะแฟรมที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบน  สอดอยู่ระหว่างแผ่นตัวนำ 2  แผ่น  แผ่นตัวนำนี้จะได้รับการชาร์จประจุไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟภายนอก  โดยมีแผ่นหนึ่งเป็นประจุบวก และอีกแผ่นหนึ่งเป็นประจุลบ  เกิดสนามไฟฟ้าวิ่งจากแผ่นประจุบวกไปที่แผ่นประจุลบ  เมื่อมีสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับส่งไปที่แผ่นลำโพง ขณะที่แผ่นลำโพงมีประจุเป็นบวก  แผ่นลำโพงจะวิ่งเข้าหาแผ่นตัวนำที่มีประจุเป็นลบ   และเมื่อแผ่นลำโพงมีประจุเป็นลบ มันจะวิ่งเข้าหาแผ่นตัวนำที่มีประจุเป็นบวก  แผ่นลำโพงจึงสั่นไปมาและผลักอากาศด้านหน้าเกิดเป็นคลื่นเสียงขึ้น

         

รูป   แผ่นลำโพงที่สอดอยู่ระหว่างตัวนำทั้งสองจะสั่นไปมาตามสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ

         เนื่องจากแผ่นลำโพงหรือแผ่นไดอะแฟรมแบบนี้  มีลักษณะบางและเบามาก  จึงสั่นได้ดีที่ความถี่สูง  ถ้าผู้ฟังต้องการเสียงทุ้มจึงต้องมีลำโพงแบบวูฟเฟอร์เพิ่ม   แล้วลำโพงแบบนี้จะต้องเสียบปลั๊กไฟเพื่อนำไฟไปเลี้ยงแผ่นประจุทั้งสอง  โดยปกติผู้ใช้จึงต้องยกหม้อแปลงตามไปด้วย  ค่อนข้างเกะกะอยู่เหมือนกัน  มีลำโพงที่ประยุกต์ไปจากลำโพงแบบสนามไฟฟ้าสถิต  โดยเปลี่ยนจากสนามไฟฟ้าเป็นสนามแม่เหล็กแทน  ซึ่งเราเรียกลำโพงแบบนี้ว่า Planar  magnetic speaker  สำหรับลำโพงแบบนี้ แผ่นลำโพงจะเปลี่ยนเป็นแผ่นโลหะแทน   ส่วนหลักการอื่นเหมือนกันแทบทุกประการ

         ลำโพงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ  คุณจะดูโทรทัศน์  เล่นคอมพิวเตอร์  ล้วนต้องมีลำโพงเป็นส่วนประกอบแทบทั้งสิ้น แต่จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างท่องแท้  หูฟังที่พวกเราใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นซาวเบาส์ หรือมือถือ  ล้วนใช้หลักการเดียวกันกับลำโพงทั้งสิ้น  ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้ว่า ลำโพงเป็นสิ่งที่คู่กับอารยธรรมสมัยใหม่คงไม่ผิดอะไรนัก

 
 

โพสโดย : หญิง
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 07 ต.ค. 2555,18:17 น.
ความเห็นที่ 4
โพสโดย
หญิง

  เด็กหญิงชวนฝัน   บัวโรย   เลขที่13   ม.1/2

  1. ปัจจุบันหน่วยความจำหลักมีขนาดเท่าใด

          หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมทั้งตัวคำสั่งในโปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะกำลังทำงานอยู่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้  

          1. แรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ เพื่อการเขียนและการอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือ เรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลใดก็ได้ หน่วยความจำนี้เรียกว่า แรม หน่วยความจำประเภทนี้จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีกระแสไฟฟ้ายังจ่ายให้วงจร หากไฟฟ้าดับเมื่อใด ข้อมูลก็จะสูญหายทันที 
          เครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ถ้ามีหน่วยความจำแรมมากๆ จะทำให้สามารถใช้งานโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ๆ ได้ดีด้วย หน่วยความจำที่นิยมในปัจจุบันจะประมาณ 32, 64, 128, 256 เมกะไบต์ เป็นต้น

          2.  รอม (Read Only Memory : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึง โดยสุ่มหน่วยความจำประเภทนี้มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมสำคัญบางอย่าง เพื่อว่าเมื่อเปิดเครื่องมา ซีพียูจะเริ่มต้นทำงานได้ทันทีข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้ซึ่งข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป     

       ไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอาจมีขนาดของหน่วยความจำหลักแตกต่างกันตามแต่ความต้องการ ปัจจุบันเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่มีความจุมากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรจุโปรแกรมขนาดใหญ่ได้  
 

โพสโดย : หญิง
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 07 ต.ค. 2555,18:12 น.
ความเห็นที่ 3
โพสโดย
หญิง

  เด็กหญิงชวนฝัน   บัวโรย   เลขที่13   ม.1/2

  1. ปัจจุบันหน่วยความจำหลักมีขนาดเท่าใด

          หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมทั้งตัวคำสั่งในโปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะกำลังทำงานอยู่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้  

          1. แรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ เพื่อการเขียนและการอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือ เรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลใดก็ได้ หน่วยความจำนี้เรียกว่า แรม หน่วยความจำประเภทนี้จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีกระแสไฟฟ้ายังจ่ายให้วงจร หากไฟฟ้าดับเมื่อใด ข้อมูลก็จะสูญหายทันที 
          เครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ถ้ามีหน่วยความจำแรมมากๆ จะทำให้สามารถใช้งานโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ๆ ได้ดีด้วย หน่วยความจำที่นิยมในปัจจุบันจะประมาณ 32, 64, 128, 256 เมกะไบต์ เป็นต้น

          2.  รอม (Read Only Memory : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึง โดยสุ่มหน่วยความจำประเภทนี้มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมสำคัญบางอย่าง เพื่อว่าเมื่อเปิดเครื่องมา ซีพียูจะเริ่มต้นทำงานได้ทันทีข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้ซึ่งข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป     

       ไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอาจมีขนาดของหน่วยความจำหลักแตกต่างกันตามแต่ความต้องการ ปัจจุบันเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่มีความจุมากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรจุโปรแกรมขนาดใหญ่ได้  
 

โพสโดย : หญิง
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 07 ต.ค. 2555,18:12 น.
ความเห็นที่ 2
โพสโดย
ฟลุ๊ค
หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ (computer memory) มี 2 ประเภท คือ

1. หน่วยความจำหลัก (primary storage) หรือ หน่วยความจำภายใน (internal memory) จะอยู่ภายในเครื่อง เป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูล(data) และชุดคำสั่ง (instruction) มีหน้าที่
- เก็บข้อมูลที่รับเข้ามาเพื่อนำไปประมวลผล หน่วยความจำส่วนนี้เรียกว่า ที่เก็บข้อมูล (Input Storage Area)
- เก็บผลลัพธ์ที่ได้ขณะทำการประมวลผลซึ่งยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย หน่วยความจำส่วนนี้เรียกว่า ที่เก็บข้อมูลขณะดำเนินการ 
(Working Storage Area)
- เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย เรียกหน่วยความจำส่วนนี้ว่า ที่เก็บผลลัพธ์ (Output Storage Area)
- เก็บชุดคำสั่งที่ใช้ในการประมวลผล เรียกหน่วยความจำส่วนนี้ว่า ที่เก็บโปรแกรม (Program Storage Area)

เช่น - รอม ( ROM )

2. หน่วยความจำสำรอง (Secondary storage) ใช้เป็นส่วนเพิ่มความจำให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำงานติดต่ออยู่กับหน่วยความจำหลัก หน่วยความจำสำรองมีความจุมากและมีราคาถูก แต่เรียกหาข้อมูลได้ช้ากว่าส่วนความจำหลัก คือ ทำงานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาทีเช่น แผ่นฟลอป-ดิสก์ (Floppy Disk) จานแม่เหล็ก (Hard disk) แผ่นซีดี (CD Rom) 

เช่น - แรม ( Ram )


หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (Primary storage)

สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

2.2.1 หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM)

      เป็นหน่วยความจำแบบสารกึ่งตัวนำชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึก

ซ้ำได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจำที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจำ (nonvolatile)

      โดยทั่วไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทำงานสำหรับเครื่องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน

เฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น





2.2.2 หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory - RAM)

               เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำจัดแบบรอม ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว

               ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำลังทำงาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจำชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น





internal storge หรือเป็นหน่วยเก็บข้อมูลและโปรแกรมชั่วคราว( temporary storage)
เมื่อปิดเคื่รองคอมพิวเตอร์ข้อมูลหรือโปรเเกรมทุกอย่าง ที่เก็บในแรมจะหายไป เนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยง หน่วยเก็บข้อมูลประเภทนี้จึงเรียกว่า volatile ดังนั้นจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวร ไว้ใช้งานในภายหลัง จึงจำเป็นจะตอ้งมีหน่วยเก็บเข้อมูลภายนอกที่เรียกว่า external storage หรือ secondary storage หรือ auxiliary storage ซึ่งสามารถจัดเก็บข้อมูลสำหรับการประมวลผลไว้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีกระเเส ไฟฟ้าหล่อเลี้ยง( non-volatile) ก็ตาม

กระบวนการในการเก็บข้อมูล เรียกว่า การเขียนหรือการบันทึกข้อมูล ( writing หรือ recording data)
เนื่องจากว่า อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง จะบันทึกข้อมูลในรูปของสื่อต่างๆที่สามารถนำมาเร๊ยกในภายหลังได้ กระบวนการดึงข้อมูลมาใช้เรียกว่า retrieving data เเละถ้าเป็นการอ่านข้อมูลจะเรียกว่า reading data เพราะอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองจะอ่านข้อมูลและถ่ายโอนไปยังหน่วยความจำหลัก เพื่อการประมวลผลต่อไป

การใช้งานคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานต่างๆ จะมีความต้องการอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป เช่น บริษัทประกันและธนาคาร อาจมีความต้องการอุปกรณ์ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าได้จำนวนมาก ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอาจต้องการอุปกรณ์ ในการจัดเก็บข้อมูลไม่มากนัก


หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit)


อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

จานแม่เหล็ก ( magnetic disk storage) 




จานแม่เหล็กเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกประเภท จานแม่เหล็กประกอบด้วยแผ่นพลาสติกหรือโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก ข้อมูลสามารถบันทึกและอ่านจากผิวหน้าที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กนี้ จานแม่เหล็กเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความจุสูง มีความเชื่อถือได้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ประเภทของจานแม่เหล็ก เช่น ฮาร์ดดิสก์ ( hard disk )


ฟลอป-ดิสก์ ( floppy disks) 



ฟลอป-ดิสก์ นิยมเรียกโดยทั่วไปว่า ดิสก์เกตต์ ( diskettes) หรือดิสก์ ( disks) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองที่สามารถพกพาและเคลื่อนย้ายได้สะดวก ฟลอปปีดิสก์ ในรุ่นแรก ๆ จะมีขนาด 8 นิ้ว และ 5.25 นิ้ว แต่ปัจจุบันนิยมใช้ขนาด 3.5 นิ้วแต่เดิมฟลอปปีดิสก์เรียกว่า ฟลอปปี ( floppies) เพราะดิสก์มีลักษณะที่บางและยืดหยุ่น แต่ปัจจุบันลักษณะของดิสก์ได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เป็นดิสก์ที่หุ้มด้วยแผ่นพลาสติกแข็ง แต่เนื้อดิสก์ภายในยังคงอ่อนเหมือนเดิม จึงเรียกฟลอป-เช่นเดิม
โพสโดย : ฟลุ๊ค
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 02 ต.ค. 2555,10:33 น.
ความเห็นที่ 1
โพสโดย
ครูแพ๊ก
 ซีพียู คืออะไร ?
ซีพียู (CPU) คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดย จะเป็นตัวกำหนดความสำคัญของอุปกรณ์ว่าตัวใดมีความสำคัญมากกว่าซึ่งหากติดตั้งอุปกรณ์ 2 ตัวที่อินเทอรัพ, การแจ้งกับซีพียูว่าจะขอเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากกว่าเท่านั้น ส่วนตัวที่สำคัญน้อยกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ถ้าเราต่อการ์ดจอภาพกับการ์ดเสียงที่อินเทอรัพเดียวกัน ซีพียู จะเลือกให้ใช้ได้เฉพาะการ์ดจอภาพเท่านั้น ซีพียู (CPU) คืออะไร ?

CPU i7
 
ซีพียู (CPU) คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดย จะเป็นตัวกำหนดความสำคัญของอุปกรณ์ว่าตัวใดมีความสำคัญมากกว่าซึ่งหากติดตั้งอุปกรณ์ 2 ตัวที่อินเทอรัพ, การแจ้งกับซีพียูว่าจะขอเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากกว่าเท่านั้น ส่วนตัวที่สำคัญน้อยกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ถ้าเราต่อการ์ดจอภาพกับการ์ดเสียงที่อินเทอรัพเดียวกัน ซีพียู จะเลือกให้ใช้ได้เฉพาะการ์ดจอภาพเท่านั้น
 
CPU ทำหน้าที่อะไร?
CPU หรือ Central Processing Unit เป็นหัวใจหลักในการประมวลของคอมพิวเตอร์ โดยพื้นฐานแล้วซีพียูทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์และข้อมูลเชิงตรรกะเท่านั้น แต่ทำไมการคำนวณขนาดนี้ ต้องมีการพัฒนาซีพียูกันไม่หยุดหย่อน ย้อนกลับไปปี 1946 คอมพิวเตอร์ยุคแรกที่มีชื่อที่พอจะจำได้ก็คือ ENIVAC นั้นทำงานโดยใช้หลอดไดโอด ซึ่งสถานะการทำงานของหลอดพวกนี้ มีสองอย่าง คือ 1 กับ 0 จะมีค่าเป็น 1 เมื่อมีกระแสไหลผ่านและเป็น 0 เมื่อไม่มีกระแสไหลผ่าน นั่นจึงเป็นเหตุผลให้คอมพิวเตอร์ใช้เลขฐาน 2 ในการคำนวณ ครั้นต่อมาวิทยาการก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จากหลอดไดโอดก็พัฒนาเป็นทรานซิสเตอร์ และจากทรานซิสเตอร์ก็พัฒนาเป็นวงจรขนาดเล็ก ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ IC และในที่สุดก็พัฒนาเป็น Chip อย่างที่เรารู้จักกันมาจนปัจจุบันนี้ 
สิ่งที่ผู้ผลิตซีพียูพยายามเพิ่มก็คือ ประสิทธิภาพในการประมวลผลของซีพียู เมื่อกล่าวถึงซีพียูและการประมวลผล สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจคือภายในซีพียูไม่มีหน่วยเก็บข้อมูลสำหรับเก็บข้อมูลปริมาณมากๆ และซีพียูในยุคแรกๆ ก็ไม่มี Cache ด้วยซ้ำไป ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของซีพียูก็คือ ความเร็วในการประมวลผลและความเร็วในการโอนย้ายข้อมูล ซีพียูในยุคแรกๆ นั้นประมวลผลด้วยความเร็ว 4.77 MHz และมีบัสซีพียู (CPU BUS) ความกว้าง 8 บิต เรียกกันว่าซีพียู 8 บิต (Intel 8080 8088) นั้นก็คือซีพียูเคลื่อนย้ายข้อมูลครั้งละ 1 ไบต์ ยุคต่อมาเป็นซีพียู 16 บิต 32 บิต และ 64 บิต ปัจจุบันโดยเฉพาะซีพียูรุ่นใหม่ๆ เคลื่อนย้ายข้อมูลครั้งละ 128 บิต ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลนั้น เกิดขึ้นจากการควบคุมสัญญาณนาฬิกา ซึ่งนับสัญญาณเป็น Clock 1 เช่น ซีพียู 100 MHz หมายความว่าเกิดสัญญาณนาฬิกา 100 ครั้งต่อวินาที 

CPU
 
กลไกการทำงานของ CPU
การทำงานของคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการเก็บคำสั่งไว้ที่หน่วยความจำ ซีพียูอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำมาแปลความหมายและกระทำตามเรียงกันไปทีละคำสั่ง หน้าที่หลักของซีพียู คือควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ ตลอดจนทำการประมวลผล
กลไกการทำงานของซีพียู มีความสลับซับซ้อน ผู้พัฒนาซีพียูได้สร้างกลไกให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยแบ่งการทำงานเป็นส่วน ๆ มีการทำงานแบบขนาน และทำงานเหลื่อมกันเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น 
โพสโดย : ครูแพ๊ก
IP : 113.53.230.114
โพสเมื่อวันที่ : 25 ก.ย. 2555,11:29 น.
สมาชิกล็อกอินเข้าระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ชื่อล็อกอิน:
รหัสผ่าน:

โรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี 34000